ในแต่ละวันของการทำงาน หลายคนต้องรับมือกับความกดดัน ความคาดหวังจากหลายฝ่าย ความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางครั้งความเหนื่อยล้าไม่ได้มาจากปริมาณงานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความรู้สึกว่าจะต้องรับมือกับทุกอย่างให้ได้อยู่ตลอดเวลา
ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ การมี Resilience หรือ พลังความยืดหยุ่นในการฟื้นคืนและปรับตัว กลายเป็นทักษะสำคัญของคนทำงานยุคใหม่ Resilience ไม่ได้หมายถึงการฝืนทนหรือเก็บความรู้สึกไว้ข้างใน แต่คือความสามารถในการปรับตัวกับสถานการณ์ ดูแลใจของตนเองและเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง แม้ในวันที่งานและชีวิตไม่เป็นไปตามแผน
ข่าวดีคือ Resilience เป็นทักษะที่สามารถสร้าง ฝึกฝน และพัฒนาได้ และการสร้าง Resilience ให้แข็งแรง จำเป็นต้องอาศัยเสาหลัก 5 ประการดังต่อไปนี้
1. Purpose & Passion – เป้าหมายที่มีความหมายในการทำงาน
เมื่อภาระงานรุมเร้า การกลับมาทบทวนว่า” เป้าหมายการทำงานของเราคืออะไร” และ “งานของเรามีคุณค่าอย่างไร” ช่วยเติมพลังใจได้มากกว่าที่คิด
การมีเป้าหมายที่มีความหมายช่วยให้เรายังยืนหยัดได้ในวันที่รู้สึกเหนื่อย และ passion คือแรงผลักที่ทำให้เรายังอยากพัฒนาตนเองแม้งานจะท้าทาย
2. Positive Outlook – มองโลกในแง่ดีและมีความหวัง
คนทำงานที่มี Resilience ไม่ได้ปฏิเสธปัญหา แต่เลือกมองสถานการณ์ตามพื้นฐานของความเป็นจริงพร้อมกับมีความหวังและเห็นความเป็นไปได้ของทางออกเสมอ การมองโลกในแง่ดีช่วยให้เราไม่จมอยู่กับปัญหา ความผิดพลาดหรือความกดดันเพียงอย่างเดียว แต่เปิดใจมองหาโอกาสในการเรียนรู้ ปรับปรุง และเติบโต ความหวังเล็ก ๆ ในแต่ละวัน คือพลังที่ช่วยให้เรายังอยากลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่
3. Self-awareness & Emotional Regulation – รู้จักตนเองและจัดการอารมณ์
เราจะต้องรู้ตนเองว่ามีจุดแข็งหรือความสามารถใดที่จะเลือกนำมาใช้เพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ดำเนินต่อไปได้ และเข้าใจอารมณ์ ความคิด และปฏิกิริยาของตนเมื่อเผชิญกับความกดดัน การยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้นช่วยให้เราหยุดตอบสนองอย่างหุนหันพลันแล่น และเลือกจัดการอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการหยุดพัก การหายใจอย่างมีสติ หรือการขอพื้นที่ให้ตนเองได้ทบทวน สิ่งเหล่านี้ช่วยฟื้นสมดุลทั้งใจและความคิด
4. Adaptability & Flexibility – ความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัว
โลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วต้องการคนที่พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ และยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ เมื่อเรายอมรับว่าบางสิ่งอาจไม่เป็นไปตามแผน และกล้าที่จะปรับวิธีคิด วิธีทำงานหรือแม้แต่เป้าหมายบางส่วนก็จะช่วยฝึกสร้างความยืดหยุ่นให้แข็งแรงขึ้น เพราะยืดหยุ่นไม่ได้หมายถึงการยอมแพ้ แต่คือการเลือกเส้นทางใหม่เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายอย่างเหมาะสมกว่าเดิม
5. Social Support – การสนับสนุนจากคนรอบข้าง
ไม่มีใครจำเป็นต้องเข้มแข็งเพียงลำพัง ความสัมพันธ์ที่ดี การได้รับกำลังใจ คำแนะนำหรือการรับฟังจากผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า เพื่อนหรือคนในครอบครัว เป็นแหล่งพลังสำคัญที่ช่วยให้เราฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ช่วยลดความโดดเดี่ยว เปิดมุมมองใหม่ และทำให้เรารู้ว่าเรายังมีคนเดินไปด้วยกันในเส้นทางที่ท้าทาย
ท้ายที่สุดแล้ว Resilience คือพลังใจที่ช่วยให้คนทำงานก้าวข้ามความท้าทายได้อย่างแข็งแรง แม้โลกการทำงานจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเพียงใด หากเราค่อย ๆ สร้างความยืดหยุ่นที่แข็งแรงจากภายใน เราจะไม่เพียงรับมือกับแรงกดดันได้ดีขึ้น แต่ยังเติบโตอย่างมั่นคง มีความหมาย และมีพลังใจในการทำงานต่อไปในระยะยาว

อาจารย์ปุ๊ก ปุณญรัศมิ์ พณิชย์ศิริ (Certified ICF Coach, PCC)
วิทยากร โค้ช กระบวนกร ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาบุคลากร
ให้ใช้ศักยภาพเต็มที่เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม
สนใจหลักสูตร Mindful Leadership และหลักสูตรพัฒนาทักษะอื่นๆ กรุณาติดต่อ
BeSunshine Co.,Ltd.
88/155 ถนนรัชดา-รามอินทรา แขวง/เขตคันนายาว กรุงเทพ 10230
Tel/Line: 096-9144165
Email: [email protected]
Line ID: bhunpooky
FB Page: www.facebook.com/coachpooky